ค่าไฟ

กู้เงิน 85,000 ล้านบาท บริหารภาระค่า Ft ครม.ไฟเขียวแล้ว

ข่าววันนี้

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแผนการกู้เงินวงเงินประมาณ 85,000 ล้านบาท เพื่อบริหารภาระค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ประจำปีงบประมาณ 2566 ส่วนมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานแก่ประชาชนในด้านค่าไฟฟ้าและราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) กระทรวงพลังงานจะเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยจะสามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้ทันในรอบบิลเดือนนี้

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วงในเรื่องของภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น โดยจะบูรณาการทำงานทั้งจากกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้า โดยจะเร่งรัดการส่งเสริม การติดตั้ง Solar Rooftop ให้เร็วขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสำหรับครัวเรือน

ที่มีศักยภาพในการติดตั้งได้ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่ ครม. อนุมัติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กู้เงินจำนวนไม่เกิน 85,000 ล้านบาทในครั้งนี้ สืบเนื่องจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้อนุมัติการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) และมอบหมายให้

กฟผ. ช่วยรับภาระค่า Ft ที่เพิ่มขึ้น โดยชะลอการนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่งวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 64 จนถึงงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 65 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 87,849 ล้านบาท ที่จะเรียกเก็บกับประชาชนในระยะนี้เลื่อนออกไปก่อน ส่งผลให้ กฟผ. ต้องรับภาระอัตราค่า Ft ทำให้สภาพคล่องทางการเงินลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยมีการประมาณการกระแสเงินสดของ กฟผ.ว่า จะขาดเงินสูงสุดในวันที่ 30 มี.ค. 66 จำนวนเงินประมาณ 74,000 ล้านบาท ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกู้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มเติม เพื่อบริหารภาระค่า Ft ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งประกอบด้วย สัญญากู้ยืมเงิน (Term Loan) กู้เบิกเกินบัญชี ตั๋วสัญญาใช้เงิน

การทำ Trust Receipt (T/R) และการทำสัญญากู้เงินเมื่อทวงถาม (Call Loan) “การรับภาระค่า Ft ดังกล่าว จึงส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของ กฟผ. ในปี 65 ให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ กฟผ. จำเป็นต้องกู้เงินเพื่อมาใช้เสริมสภาพคล่องในปี 66 ในวงเงินไม่เกิน 85,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการบรรเทาภาระในการบริหารค่า Ft ตามนโยบายของรัฐบาล” นายอนุชา กล่าว

เคาะแล้ว! ช่วยค่าแก๊ส-ค่าไฟ แบ่งออกเป็น2กลุ่มดังนี้

ช่วยค่าแก๊ส ค่าไฟ

กบง. ช่วยค่าแก๊ส ค่าไฟ เคาะขยายเวลามาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ก๊าซหุงต้มที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมออกมาตรการช่วยค่าไฟฟ้า 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้ แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า 2 กลุ่ม นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงข่าวในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง.

โดยสรุปผลการประชุมว่า ได้พิจารณาขยายเวลาบรรเทาปัญหาราคาปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG (ก๊าซหุงต้ม) ให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิม 45 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน เพิ่มขึ้นอีก 55 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน เป็น 100 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน ซึ่งเดิมที จะสิ้นสุดเดือนกันยายนนี้ ได้ขยายเวลาช่วยเหลือไปอีก 3 เดือน

เท่ากับว่าจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2565  ซึ่งกรมธุรกิจพลังงาน จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบในหลักการ และของบประมาณต่อไป และยังได้เห็นชอบแนวทางช่วยเหลือมาตรการบรรเทาค่าไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า 2 กลุ่ม คือ ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านไม่เกิน 300 หน่วย และ กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 301-500 หน่วย ดังนี้

1. ผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านไม่เกิน 300 หน่วย ให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าจำนวน 92.04 สตางค์ต่อหน่วย ระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่กันยายน ถึง ธันวาคม 2565
2. กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 301-500 หน่วย ให้ส่วนลดจากการเพิ่มขึ้นของค่า FT แบบขั้นบันได ในอัตรา 15 -75%

ทั้งนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณตลอดเวลา 4 เดือน ราว 8,000 ล้านบาท สำหรับแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า 2 กลุ่มนี้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้า 80 % ทั่วประเทศ สำหรับปัญหาค่าไฟฟ้าแพงขึ้น นายสุพัฒนพงษ์ ย้ำว่า ปัญหามาจากราคา LNG ที่ใช้ผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมา 3-5 เท่าตัว ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการหารือกันทุกสัปดาห์

ปรับขึ้นค่าไฟเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ เพิ่มเป็น 4.72 บาทต่อหน่วย

ปรับขึ้นค่าไฟ

ค่าเอฟที ในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 ปรับเพิ่มค่าเอฟทีอีก 68.66 สตางค์ต่อหน่วย รวมเป็นค่าเอฟทีทั้งสิ้น 93.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย การขึ้นค่าเอฟทีในช่วงปี้นี้ มีสาเหตุหลักๆ มาจากสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดจร (Spot LNG) ที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและพม่าที่ปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญรวมทั้งความผันผวนของ Spot LNG ในตลาดโลก

สภาวะสงครามรัสเซีย – ยูเครน ทำให้รัสเซียลดหรือตัดการจ่ายก๊าซธรรมชาติทางท่อไปยังยุโรป ทำให้ความต้องการ LNG เพิ่มขึ้นอย่างมากในยุโรปและส่งผลกระทบทางอ้อมต่อราคา LNG ในตลาดเอเชียและความไม่แน่นอนของแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศและในพม่ามารวมทั้งสภาวะตลาดที่ไม่เอื้อต่อการเจรจาสัญญา LNG

ทำให้ กกพ. ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อใช้เชื้อเพลิงสำรอง เช่น น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล หรือเชื้อเพลิงประเภทอื่น เช่น ถ่านหิน พลังน้ำ และพลังงานทดแทน เพื่อรองรับ สถานการณ์ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นสถานการณ์ต่อเนื่องจากปลายปี 2565 ต่อเนื่องถึงตลอดปี 2566

ตามแนวทางการบริหารเชื้อเพลิงในสภาวะวิกฤตที่ได้เสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไปแล้ว จึงขอให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดเพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ลดการนำเข้า Spot LNG และเพิ่มความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าในช่วงดังกล่าว