ข่าวธุรกิจ

ก.ล.ต.สั่ง บล.เอเชีย เวลท์ ระงับดำเนินธุรกิจทุกประเภท!

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งให้ บล.เอเชีย เวลท์ ระงับการดำเนินธุรกิจทุกประเภท และโอนทรัพย์สินลูกค้าไปยังผู้ประกอบการรายอื่น เนื่องจากไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ตามกฎหมายกำหนด ก.ล.ต.ระบุว่า บล.เอเชีย เวลท์ ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (Net Capital: NC)

ได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีเงินกองทุนต่ำกว่า 0 ติดต่อกันเกิน 5 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.65 ซึ่งตามประกาศสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ สธ. 64/2563 เรื่อง การคำนวณและการรายงานการคำนวณเงินกองทุนของผู้ประกอบธุรกิจและข้อกำหนดในกรณีที่ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้

บล.เอเชีย เวลท์ ต้องดำเนินการตามที่กำหนดในประกาศ ดังนี้

(1) ระงับการดำเนินธุรกิจทุกประเภทจนกว่าจะสามารถดำรงเงินกองทุนได้และได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ให้ดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ เว้นแต่เข้ากรณียกเว้นตามที่ประกาศกำหนด เช่น เป็นการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงโดยรวมในเงินลงทุนของบริษัทหรือการดำเนินการตามภาระผูกพันที่ค้างอยู่ หรือการดำเนินการตามความจำเป็นและสมควรเพื่อป้องกันมิให้มูลค่าทรัพย์สินของลูกค้าได้รับความเสียหาย เช่น การล้างฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามคำสั่งของลูกค้า หรือเพื่อเปลี่ยนตราสารที่ครบกำหนดไถ่ถอนกับผู้ออกตราสารดังกล่าว เป็นต้น

(2) ล้างฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีไว้เพื่อตนเอง เว้นแต่เป็นกรณีที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ป้องกันความเสี่ยง

(3) โอนทรัพย์สินของลูกค้าในบัญชีเงินสดไปยังผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์อื่นเพื่อการเก็บรักษาทรัพย์สินของลูกค้า และโอนทรัพย์สินและฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของลูกค้าไปยังผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้ารายอื่นตามที่ลูกค้าแจ้งความประสงค์ไว้ ให้แล้วเสร็จภายใน 10 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2565

(4) แจ้งให้ลูกค้าทราบเป็นลายลักษณ์อักษรถึงการดำเนินการที่เกี่ยวข้องข้างต้นโดยไม่ชักช้า หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามข้อ (3) ให้บริษัทเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้น

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญในการติดตามฐานะการเงินและสภาพคล่องของผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบธุรกิจได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ทรู-ดีแทค ร่วมมือ กระทุ้ง กสทช.สร้างสมดุลอำนาจ

ทรู ดีแทค

วันนี้ 18 ตุลาคม 2565 บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้ออกแถลงการณ์ระบุ ดีแทคและบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการควบรวมกิจการระหว่างกันเพื่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีใหม่ หลังประกาศดีลธุรกิจดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 นั้น มีเจตนารมณ์หลักของการรวม

ธุรกิจคือการยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลแบบก้าวกระโดด เพื่อแข่งขันในอาเซียนและภูมิภาคอื่น ทรูและดีแทคจึงขอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.พิจารณาความได้สัดส่วนระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคกับการพัฒนากิจการ

โทรคมนาคมตามหลักสากล รวมถึงให้ดีแทคและทรูมีส่วนร่วมกับ กสทช. ในขั้นตอนการควบรวมกิจการ เพื่อให้มั่นใจว่าการควบรวมจะเกิดประโยชน์สูงสุด และยืนยันการควบรวมจะอยู่ภายใต้หลักการ 5 ข้อ ได้แก่ 1.การเป็นบริษัทเทเลคอม-เทคโนโลยี ที่จะให้บริการเป็นเลิศด้านดาต้า โดยจากการสำรวจของ Cable.co.uk พบค่าบริการใช้งานดาต้า

1GB ของไทย มีราคาถูกที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าจะมีต้นทุนคลื่นความถี่ สูงที่สุดในโลกก็ตาม 2.การมอบประสบการณ์เครือข่ายชั้นนำเพื่อคนไทย ทั้ง 5G และ 4G 3.การให้บริการดิจิทัลล่าสุดได้ก่อนใคร เช่น Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Metaverse 4. การใช้เทคโนโลยีชั้นนำมาช่วยผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอี โดยบริษัท

ที่เกิดจากการควบรวมใหม่ พร้อมพันธมิตรจะระดมทุน 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 7,300 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนสนับสนุนสตาร์ตอัพ 5.จะรักษามาตรฐานสูงสุดในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ